Thursday, April 10, 2014

17. ออกเสียง Debt



อีกคำที่คนไทยมักชอบออกเสียงผิดคือคำว่า "Debt" ที่แปลว่า "หนี้" คนไทยส่วนใหญ่จะชอบออกเสียงคำนี้ว่า [เด๊บ] แต่แท้จริงแล้วคำๆ นี้ต้องออกเสียงว่า

British & American English : [det] ; [เดท]

หรือง่ายๆ คือไม่ออกเสียง /b/ นั้นเอง


อ้างอิง Oxford Advanced Learner's Dictionary

Monday, April 7, 2014

16. Aka ย่อมาจากอะไร???




Post นี้ผมจะขอพูดถึงคำย่อ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า "Abbreviation" ออกเสียงว่า        [əˌbriːviˈeɪʃn] ; [เออะบรีวิ'เอ้เชิ่น]

**เพิ่มเติม
คำว่า Abbreviation จะใช้กับ Preposition of/for + something

ตัวอย่าง 
What's the abbreviation for "Saint"?  
คำว่า "เซนต์" นี่ตัวย่ออะไรนะ?


ต้องขอบอกว่าผมเป็นคนที่ชื่นชอบการดูหนังเอามากๆๆๆ หลายครั้งหลายหนเห็นชื่อหนังที่ผมชอบมีคำว่า  "aka" อยู่ตรง Poster หนัง แรกๆ ก็ไม่ค่อยใส่ใจอะไร จนกระทั้งเห็นซ้ำหลายๆ หน จนผมคันไม้คันมืออยากรู้ว่าความหมายที่แท้จริงของมันคืออะไร เลยไปเปิดตำราอมตะของผม (Oxford Dictionary) แล้วก็ได้คำตอบมาว่า

คำว่า "aka" อ่านว่า [เอเคเอ] ย่อมาจาก "Also Known As" คำย่อนี้จะปรากฎอยู่ในชื่อหนัง คน หนังสือ ฯลฯ ให้ความหมายประมาณว่า "อีกชื่อหนึ่งก็คือ....." หรือ "รู้จักกันในนามว่า......" เป็นต้น

ตัวอย่าง
1. Steve Rogers, aka 'Captain America'
สตีฟ โรเจอรส์ หรือที่รู้จักกันก็คือ 'กัปตันอเมริกา'

2. Harry Potter, aka 'The boy who lived'
แฮร์รี่ พอตเตอร์ หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ 'เด็กชายผู้รอดชีวิต'


อ้างอิง Oxford Advanced Learner's Dictionary

15. ออกเสียง Photographer



กลับมาที่เรื่องของการออกเสียงคำศัพท์ที่คนไทยชอบออกผิดกันบ่อยๆ อีกครั้ง ซึ่งคำที่ผมจะพูดถึงก็คือคำว่า "photographer" ที่แปลว่าช่างภาพนั้นเอง คนไทย 99% ออกเสียงคำนี้ว่า [โฟโต้กราฟเฟอร์] จริงๆ แล้วถ้าจะออกเสียงคำนี้ให้ถูกต้องและฝรั่งเข้าใจคำนี้จะต้องออกเสียงว่า

1. British English : [fəˈtɒgrəfə] ; [เฟอะ'ท้อเกรอะเฟอะ]
2. American English : [fəˈtɑːgrəfər] ; [เฟอะ'ท๊าเกรอะเฟอร์]


อ้างอิง Oxford Advanced Learner's Dictionary

Saturday, April 5, 2014

14. เรื่องกาแฟๆ....



สิ่งหนึ่งที่คนทั่วโลกในยุคสมัยนี้นึกถึงเวลาเพลียๆ หรือง่วงนอนคงเป็นอะไรอย่างอื่นไปไม่ได้เลยนอกจาก กาแฟ หรือ Coffee ในภาษาอังกฤษ  เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของ Caffeine (คาเฟอีน) ออกเสียงว่า [ˈkæfiːn] ; ['แค้ฟิน] เมื่อพูดถึงกาแฟแล้วสำหรับนักดื่มกาแฟทั้งหลายก็จะทราบว่ากาแฟนั้นมีหลากหลายแบบไม่ว่าจะเป็นกาแฟเพียวๆ ขมๆ หรือกาแฟใส่นมเป็นต้น สำหรับคนที่ไม่ทราบว่ากาแฟนั้นมีแบบไหนบ้าง แล้วแต่ละชนิดมันต่างกันอย่างไร วันนี้ผม(อดีต Barista) จะมาอธิบายให้ฟังคร่าวๆ ครับว่าหลักๆ แล้วกาแฟเขามีแบบไหนกันบ้าง เริ่มกันเลย!


1. Espresso

อันแรกเลยที่น้อยคนนักที่จะชอบดื่มกัน คือ Espresso ออกเสียงว่า [eˈspresəʊ] ; [เอ'สเปร้เสิ่ว] ใน British English และ [eˈspresoʊ] ; [เอ'สเปร้โส่ว] ใน American English  สำหรับนักทำกาแฟ (Barista) การทำ Espresso นั้นถือว่าง่ายมากเพราะมันคือกาแฟเพียวๆ กดปุ่มเครื่องทำกาแฟ ใส่แก้ว และเสิร์ฟได้เลย แต่อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่าน้อยคนนักจะกินกาแฟแบบนี้ เพราะอะไรน่ะหรอ ก็เพราะว่ามันขมน่ะสิ ขมปี๋เลยยยย :S แต่ถ้าใครง่วงมากๆ อยากตื่นผมขอแนะนำ Espresso เลยครับ


2. Americano

อันต่อไปคนเริ่มดื่มขึ้นมาเยอะหน่อยคือ Americano ออกเสียงว่า [əmeriˈkɑːnəʊ] ; [เออะเมริ'ค้าเหนิ่ว] ใน British English และ [əmeriˈkɑːnoʊ] ; [เออะเมริ'ค้าโน่ว] ใน American English สำหรับ Americano นั้นเหมาะสำหรับคนที่อยากกิน Espresso แต่ใจไม่ถึงพอ เพราะอะไร เพราะว่า Americano จริงๆ แล้วก็คือ Espresso ใส่น้ำนั้นเอง วิธีการทำก็คือใส่กาแฟเพียวๆ ลงไปนิดหนึ่งเสร็จแล้วที่เหลือก็เป็นน้ำเปล่าๆ จนเต็มแก้ว รสชาติมันจะขมน้อยลงหน่อย


3. Cappuccino

อันที่สาม Cappuccino ออกเสียงว่า [ˌkæpuˈtʃiːnəʊ] ; [แคพู'ชี้เหนิ่ว] ใน British English และ [ˌkæpuˈtʃiːnoʊ] ; [แคพู'ชีโน่ว] ใน American English   Cappuccino เป็นกาแฟที่คนส่วนใหญ่นิยมดื่มกันเพราะว่ามีส่วนผสมของนมเข้าไปด้วย วิธีการทำเครื่องดื่มนี้ก็คือ ใส่กาแฟไปประมาณ 1/4 นมอีกหน่อยและก็ทีเหลือจะเป็นฟองนม  **Cappuccino เหมาะกับคนที่อยากดื่มกาแฟกับฟองนม


4. Latte

กาแฟที่คนนิยมดื่มพอๆ กับ Cappuccino เลยคือ Latte ออกเสียงว่า [ˈlɑːteɪ] ; ['ล้าเท] (ออกเสียงเหมือนกันทั้ง British และ American)  สำหรับ Latte นั้นสาเหตุที่เป็นที่นิยมก็เพราะว่ามันเป็นกาแฟนมเหมือนกับ Cappuccino นั้นเอง แต่ทั้งสองต่างกันตรงที่ว่า Cappuccino จะเน้นฟองนม แต่ Latte จะเน้นนมกับ Latte art (ลายบนกาแฟ) หรือจำง่ายก็คือ Latte ไม่มีฟองนม


5. Mocha

สุดท้ายคือ Mocha ออกเสียงว่า [ˈmɒkə] ; ['เหมาะเคอะ] ใน British English และ [ˈmoʊkə] ; ['โมเคอะ] ใน American English  สำหรับ Mocha นั้นก็คือกาแฟผสมกับ ช๊อคโกแลต (Chocolate) นั้นเอง



หลักๆ ก็มีอยู่ 5 อย่างนี่แหละครับ ที่กล่าวไปนั้นเป็นสูตรกาแฟที่ผมได้เล่าเรียมาจากร้านที่ผมเคยทำ ร้านอื่นๆ อาจจะมีวิธีการทำที่แตกต่างจากนี้ไป 


ก่อนจะจบ topic นี้ไปต้องขอขอบคุณ พี่ทิพย์กับพี่ปี จากร้าน Sweet Room Bed&Breakfast ที่สอนความรู้เรื่องกาแฟให้กับผมนะครับ

อ้างอิง Oxford Advanced Learner's Dictionary



Friday, April 4, 2014

13. Celebrity names...wrong pronunciation



หัวข้อวันนี้ขอพูดเรื่องชื่อของเหล่าดารา Hollywood หรือ Celebrities ที่คนไทยส่วนใหญ่ชอบออกเสียงชื่อผิดๆ กัน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาดูกันเลยดีกว่าว่ามีใครบ้าง Let's go!


1. Chris Evans


















คนแรกนี้เป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากพระเอกหนุ่มสุด Hot จาก Captain America คนไทยมักจะออกเสียงพระเอกหนุ่มคนนี้ว่า [คริส อีแวน] แต่จริงๆ แล้วถ้าจะออกให้ถูกต้องต้องเป็น [krɪs evenz] ; [คริส เอเว่นส์] หรือถ้าจะพูดให้เหมือนฝรั่งเลยก็คือ [krɪ sevenz] [คริส เซเว่นส์] ที่ออกเป็นเซเว่นส์เพราะว่ามันเชื่อมมาจากตัว /s/ ข้างหน้า


2. Josh Duhamel













คนที่สองคือพระเอกจากภาพยนตร์ romantic เรื่อง When in Rome คนไทยส่วนใหญ่มักจะออกเสียงชื่อพระเอกรูปหล่อคนนี้ว่า [จอช ดูฮาเมล] แต่จริงๆ แล้วถ้าจะให้ถูกต้องต้องออกเสียงว่า [dʒɔːʃ dəmel] ; [จอช เดอะเมล]


3. Kristen Stewart

















เจ๊ Kristen จากภาพยนตร์เรื่อง The Twilight Saga เองก็โดนคนไทยอ่านนามสกุลผิดเหมือนกัน คนไทยมักจะชอบอ่านนามสกุลของเธอว่า [สจ๊วต] แต่จริงๆ แล้วต้องอ่านว่า [s'tuːərt] ; [สะ'ตูเอิร์ท] ออกเสียง [เอิร์ท] สั้นๆ


4. Amanda Seyfried

















สาวน้อยเสียงหวานจากภาพยนตร์เรื่อง In Time นามสกุลของเธอจะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่แค่คนไทยที่มี่ปัญหาเรื่องของการออกเสียง ฝรั่งเองก็เช่นกัน ส่วนใหญ่มักจะชอบอ่านว่า [เซย์ฟรายด์] กัน แต่เจ๊ Amanda เคยให้สัมภาษณ์ว่านามสกุลของเธอจริงๆ แล้วต้องออกเสียงว่า [ˈsɑɪfrɪd] ; ['ซายฟริด]


5. Rihanna

















นักร้องสาวเสียงทรงพลังอย่าง Riri เอง คนไทยมักจะออกเสียงชื่อเธอว่า [ริฮานน่า] แต่จริงๆ แล้วต้องออกเสียงว่า [rɪˈænnə] ; [ริ'แอ้นเนอะ] หรือง่ายๆ ก็คือไม่ออกเสียง /h/ นั้นเอง


6. Shia LaBeouf

















คนที่ 6 เป็นพระเอกหนุ่มจากเรื่อง Transformer ชื่อของพระเอกคนนี้ก็เป็นอีกชื่อที่ทั้งคนไทยและฝรั่งต่างก็มีปัญหาในเรื่องของการออกเสียงกัน โดยชื่อของพระเอกหนุ่มคนนี้ออกเสียงว่า [ʃɑɪʌ lʌbʌf] ; [ชายอะ ละบัฟ]


7. Charlize Theron












สาวสวยสุด Hot จากภาพยนตร์เรื่อง Snow White and the Huntsman คนไทยมักจะชอบอ่านชื่อและนามสกุลเธอว่า [ชาร์ไลซ์ เดอะรอน] แต่จริงๆ แล้วชื่อเธอต้องออกเสียงว่า [ʈʃɑːliːz θroʊn] ; [ชาร์ลีซ โทรน]


8. Demi Moore

















อดีตแฟนสาวของ Aston Kutcher คนไทยมักอ่านว่า [เดมี่ มัวร์] จริงๆ แล้วต้องออกเสียงว่า [dʌˈmiː mɔr] ; [ดะมิ มอร์]


9. Julianne Hough

















คนต่อไปเป็นนางเอกสุด sexy จากภาพยนตร์เรื่อง Safe Haven นามสกุลของเธออ่านว่า [hʌf] ; [ฮัฟ]


10. Matthew McConaughey











คนต่อไปเป็นนักแสดงชายจากภาพยนตร์เรื่อง Magic Mike นามสกุลของเขาอ่านว่า [mɪcʌˈnɑːheɪ] ; [มิขะ'น่าเฮ่]


11. Milla Jovovich











คนที่ 11 เป็นนางเอกสุดเท่จากภาพยนตร์เรื่อง Resident Evil คนไทยมักจะอ่านนามสกุลของเธอว่า [โจโววิช] แต่แท้จริงแล้วนามกุลของเธออ่านว่า [jovovɪtʃ] ; [โยโววิช]


12. Rachel Weisz











นักแสดงสาวสวยจา่กภาพยนตร์เรื่อง Oz the Great and Powerful นามสกุลของเธออ่านว่า [vɑɪs] ; [ไวส์]



อ้างอิง http://www.hollywood.com/photos/celebrities/55001810/quvenzhane-wallis-celebrities-names-unpronounceable-how-to-pronounce#888322/51









Wednesday, April 2, 2014

12. สำนวน give somebody the creeps



กลับมาที่เรื่องของสำนวนกันอีกครั้ง วันนี้มีสำนวนหนึ่งมาฝากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กันครับ
สำนวนที่ผมจะเอามาฝากวันนี้คือ "give somebody the creeps" โดยความหมายของสำนวนนี้ตาม Oxford dictionary คือ "To make somebody feel nervous and slightly frightened" หรือแปลเป็นภาษาไทยก็คือ "ทำให้ใครสักคนรู้สึกประหม่าหรือแอบกลัวเล็กๆ"

ตัวอย่าง

This old house gives me the creeps! บ้านหลังเก่านี้้ทำให้ชั้นกลัวยังไงบอกไม่ถูก


อ้างอิง Oxford Advanced Learner's Dictionary

11. ราศี และ ธาตุ



สวัสดีเช้าวันพุธครับ topic ที่ผมจะมาพูดถึงในวันนี้เป็นเรื่องของราศี (Zodiac) ทั้ง 12 ราศี และธาตุ(Element) ดิน (Earth) น้ำ (Water) ลม (Air) ไฟ (Fire) ผมเชื่อว่าคนไทยหลายๆ คนโดยเฉพาะสาวๆ มักจะมีความชอบในเรื่องของการดูดวงเป็นพิเศษ เรามาดูกันดีกว่าครับว่าราศีทั้ง 12 ราศีนั้นตรงกับธาตุอะไร ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร แล้วออกเสียงยังไง Let's go!


ราศีมังกร  (ดิน)
       








ชื่อภาษาอังกฤษคือ Capricorn ออกเสียงว่า

  1. British English : [ˈkæprɪkɔːn] ; ['แค๊พริคอน]
  2. American English : [ˈkæprɪkɔːrn] ; ['แค๊พริคอร์น]

ราศีกุมภ์  (ลม)




                   




ชื่อภาษาอังกฤษคือ Aquarius ออกเสียงว่า
  1. British English : [əˈkweəriəs] ; [เออะ'เคว้เออะริเอิส]
  2. American English: [əˈkweriəs] ; [เออะ'เคว้ริเอิส]
ราศีมีน (น้ำ)











ชื่อภาษาอังกฤษคือ Pisces ออกเสียงว่า
  1. British English: [ˈpaɪsiːz] ; ['ไพ้สิซ]
  2. American English: [ˈpaɪsiːz] ; ['ไพ้สิซ]
ราศีเมษ (ไฟ)









ชื่อภาษาอังกฤษคือ Aries ออกเสียงว่า
  1. British English : [ˈeəriːz] ; ['เอ้เออะริซ]
  2. American English : [ˈeriːz] ; ['เอ้ริซ]
ราศีพฤษภ (ดิน)








ชื่อภาษาอังกฤษคือ Taurus ออกเสียงว่า
  1. British English : [ˈtɔːrəs]; ['ท้อเริส]
  2. American English : [ˈtɔːrəs] ; ['ท้อเริส]
ราศีเมถุน (ลม)









ชื่อภาษาอังกฤษคือ Gemini ออกเสียงว่า
  1. ฺBritish English : ['dʒmɪnɑɪ], ['dʒmɪni] ; ['เจ้มินาย], ['เจ้มินิ]
  2. American English : ['dʒmɪnɑɪ], ['dʒmɪni] ; ['้เจ้มินาย], ['เจ้มินิ]

ราศีกรกฏ (น้ำ)









ชื่อภาษาอังกฤษคือ Cancer ออกเสียงว่า
  1. British English : [ˈkænsə] ; ['แค๊นเซอ]
  2. American English : [ˈkænsər] ; ['แค๊นเซอร์]

ราศีสิงห์ (ไฟ)









ชื่อภาษาอังกฤษคือ Leo ออกเสียงว่า
  1. British English : [ˈliːəʊ] ; ['ลี้เอิว]
  2. American English : [ˈliːoʊ] ; ['ลี้โอว]
ราศีกันย์ (ดิน)









ชื่อภาษาอังกฤษคือ Virgo ออกเสียงว่า
  1. British English : [ˈvɜːgəʊ] ; ['เว้อเกิว]
  2. American English : [ˈvɜːrgoʊ] ; ['เว้อร์โกว]
ราศีตุลย์ (ลม)









ชื่อภาษาอังกฤษคือ Libra ออกเสียงว่า
  1. British English : ['liːbrə] ; ['ลี้เบรอะ]
  2. American English : ['liːbrə] ; ['ลี้เบรอะ]
ราศีพิจิก (น้ำ)









ชื่อภาษาอังกฤษคือ Scorpio ออกเสียงว่า
  1. British English : [ˈskɔːpiəʊ] ; ['สก๊อพิเอิว]
  2. American English : [ˈskɔːrpioʊ] ; ['สก๊อร์พิโอว]
ราศีธนู (ไฟ)









ชื่อภาษาอังกฤษคือ Sagittarius ออกเสียงว่า
  1. British English : [ˌsædʒɪˈteəriəs] ; [แซจิ'เท้เออะริเอิส]
  2. American English : [ˌsædʒɪˈteriəs] ; [แซจิเท้ริเอิส]

อ้างอิง Oxford Advanced Learner's Dictionary

Tuesday, April 1, 2014

10. สำนวน Get a rise out of someone





คราวนี้ลองมาพูดเรื่องสำนวนกันบ้างดีกว่า พอดีนั่งท่อง Internet ไปเรื่อยๆ แล้วสะดุดเจอสำนวนที่ว่า "get a rise out of someone" แรกๆ ก็ลองแปลแบบมั่วๆ ดูแต่แปลๆ แล้วไม่ค่อย make sense เท่าไหร่เลยไปเปิด Oxford dictionary สุดที่รักดูเพื่อหาความหมายที่แท้จริง สรุปก็คือ

Get a rise out of someone = to make somebody react in an angry way by saying something that you know will annoy them, especially as a joke. (การยั่วให้ใครสักคนโมโหโดยการพูดหรือเล่นมุกที่คนๆ นั้นไม่ชอบ) 


ตัวอย่าง

It's really easy to get a rise out of him! (พูดยั่วโมโหเขานี่ง่ายจะตาย)


อ้างอิง Oxford Advanced Learner's Dictionary

9. How do you find America?



Post นี้ผมขอพูดถึงประโยคคำถามที่คนไทยหลายๆ คน ไม่เคยเอะใจมาก่อนว่าความหมายที่แท้จริงของมันคืออะไร ผมจะขอเล่าเรื่องสั้นๆ ที่ผมได้ฟังมาจากคนอื่นนะครับ

เรื่องมีอยู่ว่านักศึกษาคนหนึ่งสอบผ่านสอบข้อเขียนทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา หลังจากสอบผ่านข้อเขียนทางสถานที่จัดสอบก็นัดนักศึกษาคนนั้นเข้าไปสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์ก็เป็นไปได้ด้วยดีครับ จนกระทั้งผู้ัสัมภาษณ์(ชาวต่างชาติ) ถามว่า

Interviewer : How do you find America?
Student : America is a continent located within the Northern Hemisphere.


บางคนอ่านแล้วก็อาจจะคิดในใจว่าก็ไม่เห็นมีอะไรแปลกนี่ เขาถามอเมริกาอยู่ที่ไหนก็ตอบไปว่ามันเป็นทวีปอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร ถูกแล้วไม่ใช่หรอ??   จริงๆ แล้วผิดครับผม คำถามที่แท้จริงของคนสัมภาษณ์เขาก็คือ "คุณคิดอย่างไร/รู้สึกยังไงกับอมเริกา" ต่างหาก เพราะฉะนั้นคำตอบของนักศึกษาคนนั้นก็ควรจะเป็น "I think......" คิดยังไง รู้สึกยังไงก็ว่าไป

บางคนอาจจะถามว่า "อ่าว งี้ก็แสดงว่าประโยคคำถามที่ว่า คุณเจออะไรยังไง กับ คุณคิดยังไงในภาษาอังกฤษก็ใช้คำถามเดียวกันน่ะสิ" คำตอบคือ "ไม่ครับ"  เวลาเราจะถามว่าคนนั้นคนนี้หาอะไรเจอได้ยังไงนั้นเราจะใช้ว่า "How did you find....?" ยกตัวอย่างเช่น        

A : How did you find your wallet? (เจอกระเป๋าสตางค์ได้ไงวะ?)
B: I forgot that I'd left it in my bedroom. (กูลืมไปว่าทิ้งเอาไว้ในห้องนอน)

สาเหตุที่ใช้ past tense ก็เพราะว่าการที่ A หากระเป๋าสตางค์เจอมันเป็นอดีตไปแล้ว และตอนที่ B ถามคือ A กำลังถือกระเป๋าสตางค์อยู่ในมือ


ใครมีข้อสงสัยอะไร ไม่เข้าใจตรงไหน หรือ ผู้สอนอธิบายอะไรผิดไป comment ได้เลยนะครับ








8. สุภาษิต What goes around comes around


สวัสดีครับ หลังจากที่อ่านเรื่องของการออกเสียงภาษาอังกฤษไปเยอะ ผมเองก็กลัวเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ จะเบื่อกัน ดังนั้น post นี้ผมเลยขอพูดเรื่องสำนวนภาษาอังกฤษบ้างละกันนะครับ  สำนวน "What goes around comes around"  ที่ทุกคนเห็นอยู่ในรูปด้านบนพร้อมกับรูปสุนัขที่โดนน้ำฉีดใส่หน้า เห็นรูปแล้วพอจะเดากันได้มั้ยครับว่าสำนวนนี้มีความหมายว่าอะไร??? ติ๊กต่อก ติ๊กต่อกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

สำนวน "What goes around comes around" มีทั้งหมดสองความหมายด้วยกัน ความหมายแรกมีความหมายเหมือนสำนวนไทยว่า "กงกรรมกงเกวียน" หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ใครทำอะไรก็จะได้อย่างนั้น (ดังตัวอย่างรูปด้านบน)

ความหมายที่สอง เราจะใช้สำนวนนี้เวลาจะพูดถึงสิ่งของหรืออะไรก็ตามที่ปัจจุบันล้าสมัย แต่ว่าจะกลายเป็นที่นิยมในอนาคต

อ้างอิง Oxford Advanced Learner's Dictionary